ดร.สุภัททา ปิณฑะแพทย์

Dr.Supatta Pinthapataya

email: supattapin@yahoo.com







คุณนาย

 

ในชีวิตของฉันนั้นไม่เคยนึกฝันมาก่อนว่าจะได้มีโอกาสใช้คำนำหน้าว่า คุณนาย  เพื่อนฝูงสมาชิกชมรมกล้วยไม้ ซึ่งฉันเป็นสมาชิกอยู่พากันดีอกดีใจว่าจะได้มีเพื่อนเป็นคุณนายกับเขาสักคน  เพื่อน ต่างลงความเห็นว่าควรจะต้องทำให้ฉันมีความคุ้นเคยกับคำนี้เสียก่อนเพราะไม่เช่นนั้นจะทำให้เกิดความไม่ราบรื่นในการวางตัว เพราะเพื่อนสังเกตเห็นว่าพอฉันถูกเรียกว่าคุณนาย ก็จะทำท่าคอย่น ยิ้มอย่างเอียงอาย  และถ้าฉันเกิดทำอะไรที่ไม่เหมาะสมกับการเป็น คุณนาย  คำว่า คุณนาย ก็อาจจะถูกเติม พรีฟิกซ์ (prefix) เป็น อี-คุณนาย นัง-คุณนาย ยาย-คุณนาย แม่-คุณนาย คงไม่สวยแน่ คำว่า อี และ นัง นั้น เพื่อน บอกว่า ยอมได้  แต่การที่ แม่ และ ยาย จะมาโดนร่วมสังฆกรรมด้วย เพื่อนของฉันบอกว่ามันเป็นบาป ดังนั้นเพื่อให้เกิดความคล่องตัวและเกิดความเคยชินกับตำแหน่ง เพื่อนจึงรุมกันเรียกฉันว่า คุณนาย อย่างพร้อมเพรียงกัน พร้อมกับบอกว่า ฉันจะต้องหัดทำตัวให้สมกับเป็น คุณนาย เสียแต่บัดนี้ด้วย ว่าแล้วเพื่อนของฉันก็แยกย้ายกันไปเข้าห้องสอนหนังสือคนละทิศละทาง ทิ้งให้ฉันนั่งครุ่นคิดอยู่คนเดียวว่าจะต้องจัดการกันตนเองอย่างไรดีกับตำแหน่งที่เพิ่งได้รับมานี้

จากการที่ฉันไม่เคยชินกับตำแหน่งนี้มาก่อน ฉันจึงต้องการที่จะศึกษาหาความรู้เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้อง เพราะการที่จะทำหน้าที่ให้ได้อย่างเหมาะสมนั้น ผู้ปฎิบัติควรจะต้องเข้าใจและรู้จริงอย่างไม่เคลือบแคลงเสียก่อน  และผู้ที่จะช่วยฉันได้เป็นอย่างดีก็น่าจะเป็นเพื่อน สมาชิก ชมรมกล้วยไม้ นั่นเอง ฉันจึงยื่นวาระขอเปิดการประชุมสมัยวิสามัญ เพื่อขอให้ช่วยร่างระเบียบและวิธีการปฏิบัติตนเพื่อดำรงตำแหน่ง คุณนาย ตามมาตราต่าง ซึ่งก็ได้รับการตอบสนองว่าเป็นความคิดที่ดี 

ในวันประชุม เพื่อนสมาชิกต่างพากันมาประชุมกันเพียบจนน่าแปลกใจว่าวาระการประชุมมันน่าสนใจขนาดนี้เชียว หรือเพราะมีความรับผิดชอบต่อหน้าที่ในการเป็นสมาชิกอันทรงเกียรติ สมาชิกแต่ละท่านต่างแสดงความตั้งอกตั้งใจด้วยการหอบเอกสารตำราเข้ามากันอย่างกับนักการเมืองที่เตรียมพร้อมจะร่างกฎหมายบ้านเมืองยังไงยังงั้น ทำให้ฉันรู้สึกซาบซึ้งในคามเอื้ออาทรของเพื่อนเป็นอย่างยิ่ง ทุกคนเดินเข้ามาปลอบใจพร้อมแสดงตนว่าพร้อมจะช่วยเหลือ ในตอนนั้นฉันยังอดหวั่นใจไม่ได้ด้วยกลัวว่าทุกคนจะเข้าทำหน้าที่คุณนายแทนฉันเข้าให้น่ะซี    

เมื่อการการประชุมเริ่มขึ้น ประธานสภาสมาชิกกล้วยไม้ก็เริ่มกล่าวอารัมภบทถึงความเป็นมาและเป็นไปและความจำเป็นที่จะต้องเปิดประชุมวิสามัญในวันนี้ ซึ่งหัวข้อในการประชุมก็อยู่ในมือของสมาชิกทุกท่านอยู่แล้ว แต่ขอกำชับว่า หัวข้อที่จะนำมาอภิปรายในวันนี้ขอให้เป็นเรื่องเกี่ยวกับความหมายของคำว่า คุณนาย เท่านั้น ซึ่งต้องว่ากันให้ชัดเจนเพื่อที่จะได้ไม่ต้องกลับมาเสียเวลาแก้ไขกันอีก ดังนั้นขอให้ทุกคนอภิปรายให้ตรงประเด็น

ทันที่ที่ประธานพูดจบ ก่อนที่ฉันจะมีโอกาสขอแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับหัวข้อการประชุม  นงนาฎดาวพูดประจำชมรมก็ได้รับการอนุญาตให้อภิปรายเป็นคนแรกเสียแล้ว     ฉันก็เลยต้องก้มหน้าก้มตาฟังเธอพูด พร้อมทั้งคิดประมาณการเอาเองว่า ถ้าวันนี้ประชุมได้แค่นี้กว่าฉันจะรู้และเข้าใจหน้าที่และหลักในการวางตนให้เป็นคุณนายที่ดีได้ สามีฉันคงจะปลดเกษียณไปเสียก่อนเป็นแน่แท้ เพราะดูท่าแต่ละคนจะเอาจริงเอาจังกับหัวข้อนี้เสียเหลือเกิน และแล้วความคิดของฉันพลันสะดุดลงด้วยน้ำเสียงที่แหลมคมที่เสียดแทงหัวใจของ  นงนาฎ  เธอกล่าวว่า

"ท่านประธานที่เคารพ คำว่า คุณนายน่าจะเป็นคำที่ใช้เรียกกันมาโดยยึดหลักว่าถ้าผู้นั้นได้บังเอิญเข้าไปเกี่ยวข้องหรือทำหน้าที่นั้นทั้งทางพฤตินัยและนิตินัยกับใครคนใดคนหนึ่งที่เป็นนาย    ฉันขยับตัวตรงเตรียมพร้อมที่จะฟังคำอธิบายอย่างตั้งใจ นงนาฏกล่าวต่ออย่างมีความความมั่นใจว่า "มันก็เหมือนกับคำว่าอาจารย์ ที่มีคนนำเอามาใช้เรียกกันอย่างกว้างขวางกันในทุกวันนั่นแหละนี้ "  จากนั้นนงนาฎก็ร่ายยาวพร้อมยกตัวอย่างที่เป็นประสบการณ์ตรงของเธอให้ผู้ฟังว่าซึ่งพอจะจับใจความได้ว่า  เธอโชคดีได้สาวรับใช้มาเพิ่มอีกคนหนึ่งเพื่อช่วยดูแลคุณแม่ซึ่งแก่มากแล้ว ครั้งแรกเธอก็รู้สึกหนักใจเกรงว่า สาวรับใช้สองคนจะอยู่ร่วมกันไม่ได้ เหมือนคำพังเพยที่ว่า เสือสองตัวอยู่ในถ้ำเดียวกันก็จะแย่งกันเป็นใหญ่ แต่มาในระยะหลัง นี้มีเสียงพูดคุยกันดังเล็ดลอดออกมาจากด้านหลังบ้านอยู่เสมอ   แสดงว่าเหตุการณ์ราบรื่น แต่ในบางครั้งเสียงที่แว่วมานั้นมักมี คำว่า อาจารย์ อยู่ด้วยน่ะซึ ทำให้เธอเกิดความรู้สึกว่า คงถูกสองคนใช้นี้เม๊าแตกเกี่ยวกับตัวเธอเป็นแน่ เธอจึงต้องสอดแนมให้รู้จริงให้ได้ อยู่มาวันหนึ่งเธอขณะที่เธอเดินและเล็มสอดแนม ก็ได้ยินเสียงเด็กต๋องสาวรับใช้คนใหม่เรียก   อาจารย์ขา เธอก็ขานตอบ เพราะเธอเองก็เป็นอาจารย์สอนหนังสือ และเป็นคนเดียวในบ้านที่ทำอาชีพนี้ เธอยังคิดไกลออกไปอีกว่า เด็กคนนี้คงเคยอยู่บ้านอาจารย์มาก่อนกระมัง  จึงเรียกเธอว่าอาจารย์ได้อย่างเต็มปากเต็มคำ  แต่ในทันใดนั้นเธอก็ต้องตกใจเมื่อเด็กตํองกลับหันขวับมามาตอบอย่างไม่พอใจว่า  "หนูไม่ได้เรียกคุณ  คุณไม่ได้เป็นอาจารย์หนู หนูเรียก อาจารย์พี่น้อยต่างหาก  เมื่อเรียกสติกลับคืนมาได้  เธอจึงถามต่อเพื่อให้หายสงสัยว่าทำไม พี่น้อยถึงได้รับการเลื่อนยศให้เป็นอาจารย์ คำตอบของเด็กต๋องก็คือ ใครที่สอนเราก็ให้เรียกว่า อาจารย์ ให้หมด แม้จะสอนแค่เพียงครั้งเดียวก็ตาม  "แล้วพี่น้อยเขาก็สอนหนูให้ทำงานบ้านต่าง    ตั้งมากมาย  หนูจึงต้องยกย่องเขาให้เป็นอาจารย์ จากคำตอบอันน่ารัก รู้จักยกย่องคน ทำให้นึกถึงนักพูดท่านหนึ่งเล่าว่า ท่านความต้องการที่จะให้มีคนเรียกท่านว่า อาจารย์ แทนการเรียกชื่อเฉย ท่านก็เลยไปขอสอนที่โรงเรียนเทคนิคเอกชนแห่งหนึ่งโดยไม่คิดค่าสอน เพื่อว่าจะได้มีโอกาสเรียกตนเองว่า อาจารย์ ได้โดยสมบูรณ์ ก็เพราะความคิดที่ดีนี้เองจึงทำให้มีอาจารย์เกิดขึ้นทุกวัน วันละมาก คน เสียด้วย นี่ถ้าท่านรู้มาก่อนว่า รออีกหน่อยใครอยากเป็นอาจารย์ ง่ายนิดเดียว แบบนี้ละก็ คงไม่ต้องลงทุนให้เหน็ดเหนื่อยขนาดนั้น   

นงนาฎจีบปากจีบคอเล่าต่อไปอีกอย่างเมามันว่า สาวรับใช้ของเธอยังขู่เธอต่อไปอีกว่า "คุณก็เหมือนกัน ต้องให้เกียรติกันบ้าง หนูได้สอนคุณแล้ว  คุณก็ต้องเรียกหนูว่าอาจารย์เหมือนกัน และเพื่อจะได้อยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข  นงนาฎบอกว่าเธอจำเป็นต้องเรียกสาวใช้ทั้งสองคนว่าอาจารย์ ด้วยประการฉะนี้ พร้อมทั้งรีบบอกสามีให้ระมัดระวังตัวให้ดี ไม่เช่นนั้นอาจจะต้องเรียกเด็กทำงานบ้านว่าอาจารย์โดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์แต่สามีของเธอกลับบอกอย่างไม่แคร์ว่า   สมัยนี้อะไรยอมกันได้ก็ต้องยอมกันไป

นอกจากนั้นสามีของเธอยังเริ่มสอนเธอให้เห็นใจพวกเขา เรายกย่องให้เป็นอาจารย์เสีย พอเขากลับไปบ้านจะได้อวดคนได้ว่า เขาได้ทำงานทำเป็นอาจารย์ ทุกคนในที่ประชุมดูเหมือนจะเห็นด้วยกับนงนาฎ สมถวิลได้ทีจึงขอแซมอภิปรายแสดงความคิดว่า ทุกคนควรจะนำความคิดนี้ไปใช้ที่บ้านของตนเพื่อเด็กทำงานบ้านจะได้อยู่ทน เพราะ มาสโลว์ กล่าวไว้เลยว่าคนทุกคนย่อมต้องมีความต้องการมีเกียรติยศกันทั้งนั้น ในที่สุดประธานก็ให้นงนาฎสรุปความหมายของคำว่า คุณนาย เนื่องจากหมดเวลาอภิปราย แต่นงนาฎก็ยังขอเพิ่มเติมเพื่อเป็นประโยชน์แก่เหล่าสมาชิกว่า เด็กตํองยังรับอาสาที่จะพาคนมาทำงานบ้านเพิ่มให้อีกคนหนึ่ง แต่มีข้อแม้ว่าต้องให้เธอเป็นคนสอน  เพราะคราวนี้เธอจะได้เป็นอาจารย์เองบ้าง ในที่สุดนงนาฎก็สรุปได้อย่างแหลมคมสมเสียงว่า "จะเห็นได้ว่า คำว่า คุณนาย มีความสัมพันธ์กับคำว่า อาจารย์ ผู้ที่ได้รับตำแหน่งนี้จะต้องคอยระแวดระวังไม่ให้เกิดความผิดพลาดในการแทนที่ ไม่ว่าจะจงใจหรือไม่ก็ตาม เพราะถ้าพวกเรามัวแต่สอน เลี้ยงลูก ละก็ ตำแหน่งนี้อาจจะถูกแทนที่ได้ เหมือนกับคำว่าอาจารย์"  

จากตัวอย่างที่นงนาฎอภิปรายและสรุปมานี้เอง แม้ว่าฉันเกิดอาการงงว่ามันเป็นเรื่องเดียวกันหรือเปล่า แต่มันทำให้ฉันเกิดความคิดวิตกจริต กับตำแหน่งนี้ขึ้นมาอีกประเด็นหนึ่งด้วย และคิดว่าเมื่อกลับไปถึงบ้านก็จะต้องกำชับกำชาคุณสามีอย่างเป็นการเป็นงานว่า กรุณาอย่าไปเกี่ยวข้องหรือมอบหมายให้ใครมาทำหน้าที่นี้อย่างเด็ดขาด เพราะไม่เช่นนั้นก็จะมีคุณนายขึ้นมาแทนฉันซึ่งยอมไม่ได้ เพราะมันจะแทนที่กันเหมือนกับการเป็นอาจารย์ไม่ได้ เสียงอือๆ ออๆ ของเพื่อน ทำให้ฉันเริ่มแน่ใจว่าเพื่อน น่าเห็นด้วย 

ต่อจากนั้นก็เป็นคิวของสมสมัย ดาวสภาอีกคนหนึีงที่ได้รับอนุญาตให้อภิปรายเป็นคนต่อมา  เธอกล่าวว่า ที่นงนาฏพูดมาทั้งหมดนั้น ชัดเจนแต่เพื่อให้ชัดเจนยิ่งขึ้นเธอจึงขออภิปรายให้ลึกลงไปอีกดังนี้ ก่อนอื่นต้องมาทำความเข้าใจกันให้ถึงรากศัพท์ ของคำว่า คุณนายเสียก่อน  คำว่า คุณนายน่าจะเพี้ยนมาจากคำว่า คุณของนาย เธออธิบายอย่างมั่นใจว่า  ในสมัยนี้หรือสมัยไหน คนก็มักจะนิยมใช้คำว่า นาย เพื่อยกย่องคนที่มีเป็นหัวหน้า ผู้นำ ผู้สั่งการ ผู้มีอำนาจเหนือกว่า เหมือนคนอเมริกันเรียกนายว่า Boss ครั้นเมื่อนายเรียกภรรยาว่า คุณ แสดงว่าท่านยกย่องให้อยู่ในสถานภาพที่เหนือว่า 

ซึ่งความจริงแล้วถ้าสังเกตให้ดีก็จะเข้าใจ แต่การจะเรียกเมียนายว่า นายของนาย ก็จะสับสนและดูว่าจงใจให้ร้ายนายไปหน่อย ด้วยสมองอันล้ำเลศ บวกด้วยความคิดอันเปรื่องปราชญ์และความชาญฉลาดของไหวพริบของนายเวรที่ คอยสังเกตสังกา  สอดแนมเล็ก  ว่า จึงบังเอิญได้ยินนายเรียกเมียด้วยความยกย่องและเกรงใจทั้งน้ำเสียงและท่าทางว่า คุณ จึงเอามาใช้เรียกว่า คุณของนาย และเธอยังวิเคราะห์ลึกลงไปอีกว่า คำเพี้ยนนี้น่าจะมีถิ่นกำเนิดที่ภาคใต้ ด้วยคนภาคนี้มักพูดสั้น ย่อ เช่น จะถามว่าไปไหน ก็จะพูดคำเดียวว่า ไน๊ จะไปสะพานควาย ก็ตอบว่า ควาย เป็นอันรู้กัน คำนี้ก็เช่นกันเมื่อใช้เรียกไปนานวันเข้า   ก็เลยเหลือแค่คำว่า   คุณนาย 

อนงค์เป็นอีกคนหนึ่งที่เก่งกาจทางด้านภาษา  จึงแสดงภูมิรู้ว่า คำว่า คุณนาย ก็เหมือนกับคำว่า ผ้าขาวม้า นั่นแหละ สมาชิกหลายคนเริ่มสงสัยว่ามันเกี่ยวกับผ้าขาวม้าด้วยหรือ แต่ยังฟังอนงค์อธิบายต่อว่า การที่เราเรียกผ้าที่มีความกว้างประมาณเมตรครื่ง คูณ  ครื่งเมตรว่า  ผ้าขาวม้า  ทั้ง ที่สีสรรของผ้าก็ไม่เคยมีการทำออกมาเป็นสีขาวเลยและผ้าก็ไม่มีเห็นจะเกี่ยวกับม้าด้วย หรือถ้าจะบอกว่าเกี่ยวเพราะเป็นผ้าใช้สำหรับนุ่งเพิ่อขี่ม้า ก็ต้องมาพิจารณาว่า  คนไทยสมัยโบราณที่มีม้าขี่เป็นพาหนะเดินทางก็มีแต่พวกขุนน้ำขุนนางเท่านั้นชาวบ้านทั่วไป มักจะใช้วัว ใช้ควายกันเสียละมากกว่า แล้วการที่จะเอาผ้าผืนเล็กขนาดนั้นมานุ่งขี่ม้าเพื่อเดินทางไกล   มันน่าหวาดเสียวหยอกเสียเมื่อไหร่ เสียงสมาขิกดังฮือฮาแสดงเห็นด้วยว่าไม่น่าจะมาจากคำว่า ผ้าขี่ม้า

นิ่มนวลกล่าวเสริมว่า อย่างไรก็ตามผ้าขาวม้าก็ยังเป็นผ้าที่อนุญาตให้ผู้ชายใช้ได้แต่เพียงเพศเดียว   ตามหลักของวัฒนธรรมสังคม  ไม่เชื่อลองผู้หญิงเอามาใช้ซิ  จะได้ลือกันแซดทั้งหัวซอยท้ายซอยว่าเป็นผู้ชายประเภทสองเข้าให้ปะไร  ชายแท้ก็เลยครอบครองการใช้ผ้าขาวม้ากันอย่างสนุกสนานตลอดระยะเวลา 200 กว่าปีเลยทีเดียว  โดยใช้เอนกประสงค์ประจำตัวอย่างไม่คำนึงถึงสุขอนามัยใด ทั้งสิ้น ตั้งแต่เช็ดหน้า  เช็ดตัว  โพกหัว ปูนอน เป็นหมอน เคี่ยนพุง ปัดยุง พาดไหล่ ใส่นอน และเช็ดปาก ฯลฯ เสียงสมาชิกเริ่มแสดงความไม่พอใจในเรื่องสิทธิสตรีทันที

นวลน้อย สบโอกาสในการอภิปรายจึงเสริมว่า ยังให้ข้อสันนิษฐานที่เธออ่านมาจากหนังสือเล่มหนึ่งซึ่งพอจะเชื่อถือว่าน่าจะมาจากคำว่า ผ้าขอขมา ก็แต่ก่อนนี้เมื่อหนุ่มสาวพอใจรักใคร่กัน พอถูกกีดกัน หรือมีปัญหามากนักก็มักจะเลือกใช้วิธีวิวาห์เหาะเพราะสะดวกดีด้วยประการทั้งปวงสำหรับฝ่ายชาย ส่วนพ่อแม่ ญาติพี่น้องฝ่ายหญิงนั้นแม้จะโกรธแค้นแต่เมื่อเรื่องล่วงเลยมาแล้ว จะแก้ผ้าล้างน้ำก็ไม่ได้ ก็ต้องจำยอมและเพื่อไม่ให้เสียหน้าก็ต้องเรียกกันมาขอขมาสักหน่อย เรียกค่าเลี้ยงดูกันพอสมควรเพราะดีกว่าไม่ได้เลย และอย่างน้อยก็ให้ลูกเขยมันยอมก้มหัวกราบสักหน่อย การกราบขอขมาของลูกเขยก็มักจะต้องใช้ผ้าที่พาดไหล่ปูวางไว้ก่อนที่จะกราบ ผ้าพาดไหล่จึงถูกเรียกว่า ผ้าขอขมา ครั้นเรียกกันนานๆไปก็มีอาการเพี้ยนอีกตามเคย คราวนี้เพี้ยนทั้งคำและเสียงจนกลายมาเป็นผ้าขาวม้าไปในที่สุด หลายคนเริ่มหันมาถามว่าถิ่นกำเนิดของคำน่าจะเกิดที่ภาคใดของประเทศ   

หลังจากฟังการอภิปรายมาเกือบครึ่งวัน ประธานสังเกตว่าสมาชิกเริ่มเหนื่อยอ่อนแล้วจึงส่งเสียงขอให้ลงมติว่าเห็นด้วยกับความหมายของ คำว่า ผ้าขาวม้า หรือไม่ หรือจะมีใครคัดค้านในประเด็นที่ว่านี้บ้าง ด้วยมาดเข้ม เสียงเข้มแบบขนานแท้ดั้งเดิมของท่านประธาน สมาชิกหลายคนเริ่มส่งซิกยอมจำนน ถ้าขืนคัดค้าน คงมีเรื่องที่เป็นเรื่องเพราะสมาชิกเริ่มขอให้รณรงค์เรื่องความสะอาดของผ้าขาวม้า ภัยมหันต์จากการหยิบหรือจับผ้าขาวม้าเอามาเช็ดหน้าเช็ดตา ซึ่งจะยืดเยื้อ ท่านประธานใจดีบอกว่าของยกไปอภิปรายต่อในการประชุมใหญ่คราวหน้า และแล้วในที่สุดสมาชิกทุกคนก็ยกมือ ลงมติยอมรับความหมายของ คำว่า ผ้าขาวม้า กันอย่างเป็นเอกฉันท์

ฉันคนเดียวที่ยกมือสนับสนุนแบบเก้ กัง เพราะยังไม่สามารถรวบรวบความคิดรวบยอดในประเด็นที่ลงมติได้ ก็เพราะมัวแต่เออออห่อหมกกับประเด็นการประชุมใหญ่คราวหน้าไปกับเหล่าสมาชิกกะเขาด้วยเหมือนกัน  แต่ครั้นได้สติว่า ประเด็นการโหวตเสียงในวันนี้น่าเป็นเรื่อง  คำว่า  คุณนาย  ไม่ใช่ คำว่า ผ้าขาวม้า อรุณีเพื่อนสาว  โสดสุดสวย คงพอจะรู้แกว ว่าฉันทำท่าจะคัดค้าน  เธอจึงยึดมือฉันไว้แน่น พร้อมทั้งกระซิบอย่างหนักแน่นและเอาจริงเอาจังว่า ถ้าการอภิปรายที่ตรงประเด็นและชัดเจนที่สุดในวันนี้ยังทำให้เธอไม่สามารถเป็นคุณนายได้ละก็ฉันจะช่วยเป็นให้เอง ด้วยน้ำเสียงและแววตาที่มุ่งมั่นของเธอเหมือนกับจะบอกฉันว่าเธอเอาจริงนะทำให้ฉันต้องลดความเป็นคนประเภทคิดมากลงอย่างราบคาบ  พร้อมทั้งควรต้องแสดงความพอใจกับผลของการอภิปราย  ถ้าไม่เช่นนั้นอาจจะมีสมาชิกผู้ประสงค์ดีขอเปิดการอภิปรายไม่ไว้วางใจคุณนายขึ้นมาอีกแล้วละก็ฉันจะแย่    

สิ่งที่ตรงจุดประสงค์ของการประชุมที่สุดก็ คือ  เมื่อการลงมติโหวดเสียงเรียบร้อยแล้ว  พวกสมาชิกก็จะถือโอกาสปิดประชุม  คราวนี้ก็เช่นกัน  ไม่มีข้อยกเว้น ไม่ว่าผลการประชุมจะได้ตามประเด็นหรือไม่ สมาชิกทุกคนเริ่มขยับตัว

เป็นสัญญาณว่าการประชุมกำลังจะสิ้นสุดลง ในฐานะที่เป็นโฆษกของชมรม ฉันจึงตัองรีบเดินไปคว้าไมโครโฟน และกรอกเสียงลงไปว่า รายการต่อไป  ขอเชิญสมาชิก กิน เล่น เต้น คุย กระชากวัยได้เลย แต่ในใจก็ไม่วายคิดลึก ว่า การประชุมครั้งนี้ได้ข้อสรุปเราได้มติตามประเด็นตามสุภาษิตที่ว่า ขึ้นต้นเป็นมะลิซ้อนพอแตกใบอ่อนเป็นมะลิลา ซึ่งเราก็ทำได้ดีไม่แพ้การประชุมที่ถ่ายทอดทางทีวีเลยนะ

 

© Copyright 2006. All rights reserved. Contact: supattapin@yahoo.com