ดร.สุภัททา ปิณฑะแพทย์

Dr.Supatta Pinthapataya

email: supattapin@yahoo.com







คำผวนชวนคิด

 

ภาษาไทย เป็นภาษาที่มีลักษณะพิเศษประการหนึ่ง คือสามารถนำคำศัพท์ตั้งแต่สองคำขึ้นไปมาพูดสลับกันแล้วได้คำที่มีความหมายเป็นอีกอย่างหนึ่งได้   เมื่อไม่นานมานี้เพื่อน ร่วมรุ่นที่เคยเล่าเรียนด้วยกันได้คิดที่จะตั้งชมรมกันขึ้น  จึงได้มีการโหวตเสียงตั้งชื่อชมรม หลายคนก็ออกความคิดเห็น มีการอภิปรายกันอย่างกว้างขวางด้วยหลักวิชาการต่าง นานา  จนในที่สุดก็ได้ชื่อชมรมว่า  "กล้วยไม้" ฉันเองก็เป็นคนหนึ่งที่ออกเสียงโหวตชื่อนี้   เพราะชอบกล้วยไม้เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เมื่อชื่อนี้ชนะการโหวตฉันจึงมีความปลาบปลื้มและมีความสุขมาก จนอดที่จะเล่าเรื่องการจัดตั้งชมรมและการตั้งชื่อชมรมให้สามีฟังไม่ได้ สามีของฉันก็ช่างแสนดี  ตั้งอกตั้งใจฟังจนจบพร้อมทั้งชมว่าพวกฉันตั้งชื่อชมรมได้อย่างสมเหตุสมผลทีเดียว  พร้อมทั้งเน้นแสดงการเห็นชอบเป็นอย่างยิ่งด้วยว่าเป็นชื่อชมรมที่ช่างเหมาะกับกลุ่มของพวกฉันเป็นที่สุด โดยให้เหตุผลที่ทำให้ฉันต้องรีบโทรศัพท์กลับไปหาเพื่อนที่เป็นหัวหน้าชมรมว่าขอบรรจุวาระทบทวนการตั้งชื่อชมรม ในการประชุมคราวหน้า เพราะที่สามีของฉันบอกว่าเหมาะนั้นเขาให้เหตุผลว่า พวกคุณก็เป็นพวก ใกล้ม้วย สมจริง ตามชื่อนั่นแหละ เสน่ห์ของภาษาคำผวนทำให้พวกฉันเกือบจะเสียรู้ไปเสียแล้วซี  

การเล่นคำผวนนี้บางครั้งอาจจะนำมาเล่นเพื่อให้เกิดความสนุกสนานเป็นการเปลี่ยนบรรยากาศในการสื่อความหมาย    โดยคำนึงถึงคำศัพท์ที่จะต้องกลับแล้วได้ความหมาย การเขียนแบบสลับคำนี้ทำให้ได้อรรถรสเพิ่มขึ้นอีกชั้นหนึ่ง ดังโคลงสี่สุภาพที่สุนทรภู่ที่ได้แต่งไว้โดยเล่นคำผวน ในลักษณะดังนี้          

เฉน็งไอมาเวิ่งเว้า        วู่กา       

รูกับกาวเมาแต่ยา        มู่ไร้       

ปิดเซนจะมู่ซา             เคราทู่       

เฉะแต่จะตอบให้         ชีพม้วยมังรณอฯ

ในบางครั้งการเล่นคำผวนก๊อาจจะทำให้ คำบางคำในภาษาไทยเป็นภาษาที่ใช้พูดกันปกติแต่เมื่อนำมากลับเป็นคำผวนแล้วจะมีความหมายที่หยาบคาย  ไม่สุภาพก็ได้ เมื่อฉันจบการศึกษาออกมาเป็นครูใหม่    ก็มีผู้หวังดีว่า เมื่อมาเป็นครูแล้วถ้ายังไม่ได้เป็นอาจารย์ละก็ขอร้องว่าอย่า  ป่วย เป็นอันขาด   เพราะนักเรียนของฉันบางคนอาจจะพูดตัว ควบกล้ำไม่ชัดด้วย ดังนั้นทางที่ดี ฉันจึงต้องไม่ป่วยในขณะที่ยังไม่ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นอาจารย์อย่างเด็ดขาด ในตอนแรกฉันก็งงว่า ทำไมการมาเป็นครูจึงต้องมีการบังคับไม่ให้ป่วยด้วย ฉันก็พาซึ่อโต้เถียงเขาไปว่าความป่วยมันห้ามได้เสียเมื่อ

ไหร่  กว่าจะรู้ว่าเขาใช้คำผวนมาเล่นกันสนุก    เท่านั้นเอง เพื่อนบอกว่า เล่นกับคนซื่อบื้ออย่างเธอนี่ไม่สนุกเลย ดังนั้นเพื่อให้เพื่อนเล่นกับฉันให้สนุก หน่อย เมื่อเพื่อนพูดอะไรให้ฟัง   ฉันก็จะกลับเอามาคิดผวนจนปวดหัว  ยังนึกโมโหเพื่อนที่เล่นไม่เลิก  แต่พอเจอหน้าเพื่อนแล้วต่อว่าเขาไป  เพื่อนก็กลับตอกหน้าฉันกลับมาว่า เธอนี่แปลก เป็นคนคิดมากไม่เข้าเรื่อง ก็ใครจะไปรู้ล่ะว่าเมื่อไหร่จะมาพูดคำผัน เมื่อไหร่จะพูดคำผวน เล่นกันอย่างนี้ คนอินโนเซ้นท์อย่างฉันก็ต้องงงเป็นธรรมดา          

นอกจากเรื่องนี้แล้วฉันยังพบอีกว่า มีคำอีกหลาย    คำ ที่ฉันในฐานะเป็นครูต้องหลีกเลี่ยงและคอยระมัดระวังที่จะไม่ให้พลั้งปากพูดออกไปอยู่เสมอ เช่น การว่านักเรียนว่า หูไม่ดี ซึ่งครูมักจะนำมาว่านักเรียนที่ไม่ฟังคำสั่งแล้วขอร้องให้ครูพูดใหม่อีกที สิ่งเหล่านี้ทำให้ฉันต้องใช้สมองระมัดระวังขณะบรรยายหรือสั่งงาน    ฉันจึงเหนื่อยกับการสอนทากเพราะมีอาการวิตกจริตกับคำผวนเป็นอย่างยิ่ง    เมื่อหมดชั่วโมงสอนในแต่ละวันฉันแทบจะเดินลิ้นห้อยกลับลงมา เพื่อน  ต้องช่วยกันหาน้ำ หาข้าวให้กิน เพื่อน ต่างคิดว่าฉันคงจะแพ้การสอน เพราะไม่รู้ความจริงว่า ฉันแพ้คำผวนคำผวนต่างหาก

ในยามที่ฉันนั่งคิดคำนึงถึงแต่คำผวนพลันฉันก็จำได้ว่าในสมัยที่เรียนอยู่ในระดับมัธยมศึกษาตอนต้น     ซึ่งมีชั่วโมงการเขียนจดหมาย ครูผู้สอนภาษาไทยธุรกิจของฉันท่านได้เน้นนักเน้นหนาว่า  ไม่ให้เขียนคำว่า  เห็นควรด้วย อย่างเด็ดขาดซึ่งตอนนั้นฉันก็ไม่เข้าใจเลว่าทำไมจึงไม่ให้ใช้  เพราะเขียนแล้วอ่านดูดีออกจะตายไป  เพิ่งจะมารู้เอาเมื่อตอนแก่วิชาคำผวนนี่แหละ   ซึ่งก็นับว่าเป็นความละเอียดรอบคอบของคุณครูที่เกรงว่าคุณลูกศิษย์จะเขียนภาษาสวยนี้โดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ แสดงว่าท่านก็คิดลึกเก่งเหมือนกัน และพร้อม กันนี้ฉันก็เพิ่งจะนึกขึ้นมาได้และเริ่มเข้าใจว่าทำไมเมื่อตอนที่ฉันขึ้นไปร้องเพลงของคุณพุ่มพวงในงานชมรม ที่มีเนื้อร้องว่า 

         ถอยห่างอีกนิด อีกนิดนั่นแหละ ห่างอีกสักนิด สักนิดนั่นแหละ แหนะ ๆๆๆๆๆแน้  ทำตาหวานฉ่ำ จ้องมองล่วงล้ำ คิดจะหม่ำ .....

เท่านั้นแหละพวกเพื่อนๆ ของฉันเข้ามาโวยวายให้ฉันหยุดร้องเพลงนี้ พร้อมทั้งสั่งห้ามฉันร้องเพลงนี้ในงานโชว์เสียงเพลงอย่างเด็ดขาด เพราะเพื่อน เชื่อว่าฉันมีทีท่าจะต้องได้เป็นคุณนายผู้ว่า ในอนาคตแน่ จึงต้องปรามไว้ก่อน ประกอบกับพวกเราเป็นชาววัง (เพชร) กันทั้งนั้น แต่พวกเพื่อน เหล่านี้ก็แย่มากไม่ได้บอกอะไรแก่ฉันมากไปกว่านี้ เพียงแต่บอกว่าขอให้เชื่อเพื่อน เถอะนะ อย่าได้ไปเสียดายเพลงนี้เลย จะให้ไหว้ก็ยอม เพื่อน ลงทุนยอฉันว่าฉันร้องเพลงอื่น เพราะกว่าเพลงนี้เสียอีก ตอนนั้นฉันยังนึกไปว่าพวกเพื่อน ของฉันมาแปลก เพลงก็ไพเราะพริ้ง แล้วก็มีท่วงทำนองที่สนุกดีด้วย กลับไม่อยากฟังเราร้อง  แต่พอฉันมีความเข้าใจเรื่องคำผวนดีแล้ว ก็ให้นึกขอบคุณเพื่อน ที่หวังดีเหล่านั้นทุกคน เพราะไม่เช่นนั้นฉันอาจจะถลำร้องเพลงนี้ในงานการกุศลเข้าสักวันก็ได้ แต่อย่างไรก็ตามฉันก็ยังสงสัยอยู่ว่าพวกเพื่อนๆของฉันคิดลึกซึ่งมากเกินไปหรือเปล่า        

จากประสบการณ์ของการใช้คำผวนทำให้ฉันรู้สูตรว่าเวลาจะพูดอะไร ที่ เป็น ควาย หีบ  ยักษ์ หรือคำที่มีเสียงพ้องกับอะไรสักอย่างละก็ต้องระวังสระที่จะมาผสมกับคำที่อยู่ถัดไปด้วย ไม่เช่นนั้นก็จะถูกฮา หน้าแตกเอาได้ง่ายๆ ไม่เว้นแม้แต่ภาษาต่างประเทศที่นำมาใช้ทับศัพท์ เช่น หลี.ฮวด อะไรทำนองนี้ ก็ต้องระวังเอาไว้ด้วย ความจริงฉันก็อยากจะบอกคำผวนที่เป็นคำศัพท์ธรรด้า ธรรมดาที่มีใช้กันอยู่ทั่วไป เป็นวิทยาทานให้ท่านได้เก็บไปคิดเอาว่าท่านเคยได้ใช้คำศัพท์เหล่านี้มาบ้างหรือไม่แต่ก็เกรงว่าจะเป็นการไม่สุภาพ  ดีไม่ดีจะถูกกล่าวหาว่า เป็นครูอะไร  พูดไม่เพราะถ้าเป็นนักเรียน พูดอย่างนี้ต้องตี ประโยคนี้ขอร้องไม่ต้องลองผวนกลับหรอกเพราะไม่ใช่ตั้งใจให้ผวน

แต่อย่างไรก็ตามเสน่ห์ของภาษา อันเนื่องมาจากคุณสมบัติในการผวนคำนั้นนอกจากจะเป็นสิ่งที่ทำให้ภาษามีอรรถรสแล้ว ยังทำให้เกิดการท้าทายในการคิดที่จะหาคำศัพท์ที่เมื่อนำมาจัดคำแล้วให้ได้ในความหมายที่ต้องการทั้งสองด้าน และเนื่องจากภาษาเป็นสิ่งที่มีชึวิต จึงเหมือนกับมีเพื่อนเล่นที่สามารถให้ความบันเทิงอารมณ์ได้เป็นอย่างดี ถ้าไม่เชื่อลองนำมาคิดเล่น ๆในยามเครียดซี แล้วคุณจะแปลกใจว่าคำผวนมีคุณสมบัติที่ทำให้เกิดความเพลิดเพลินในอารมณ์ คลายเครียดได้เหมือนกันแฮะ          

  

© Copyright 2006. All rights reserved. Contact: supattapin@yahoo.com