ดร.สุภัททา ปิณฑะแพทย์

Dr.Supatta Pinthapataya

email: supattapin@yahoo.com







กินเพื่ออยู่หรืออยู่เพื่อกิน

                                           

การกินเป็นพฤติกรรมอย่างหนึ่งที่มนุษย์จะต้องทำตั้งแต่เกิดจนตาย การกินจึงเป็นเรื่องที่สำคัญเรื่องหนึ่งของมนุษย์ จนมีการใช้คำว่าทำมาหากินเพื่อแสดงว่างานที่มนุษย์ทำอยู่นี้ก็เพื่อการกินนี้เอง จึงเห็นว่ามนุษย์ต่างหมกมุ่นอยู่กับการทำมาหากิน คนเรานั้นถ้าไม่กินเสียอย่างก็คงไม่ยุ่ง แต่ถ้าไม่กินก็จะมีชีวิตอยู่ไม่ได้ เพราะจะทำให้ไม่ได้รับสารอาหารที่จำเป็นเข้าไปบำรุงเลี้ยงร่างกาย ในกรณีที่ร่างกายขาดอาหารก็จะก่อให้เกิดอาการอ่อนเพลีย  ไม่มีเรี่ยวมีแรงที่จะทำกิจกรรมทำมาหากินใด ทั้งสิ้น ทั้งยังก่อให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บได้โดยง่ายเนื่องจากร่างกายไม่มีพละกำลังที่จะต่อสู้กับเชื้อโรคต่าง  แต่ถ้ามีอาหารส่วนเกินมากก็เกิดโรคได้อีกเช่นกัน ดังนั้นคนจึงต้องกินเพื่อให้มีชีวิตอยู่รอด คนส่วนใหญ่จึงกินเมื่อหิว และหยุดกินเมื่ออิ่มซึ่งร่างกายจะเป็นตัวกระตุ้นบอกให้รู้ว่าควรจะเริ่มและหยุดกินเมื่อไหร่

สำหรับการกินเพื่ออยู่นั้น  เป็นการแสดงพฤติกรรมการกินที่เป็นไปตามธรรมชาติ คือ เป็นไปตามความต้องการของร่างกายซึ่งแสดงความต้องการอาหาร  พฤติกรรมการกินจึงเป็นไปอย่างเรียบง่ายและกินพอดีไม่มากหรือน้อยเกินไป ขอแต่เพียงให้อาหารที่กินเข้าไปนั้นมีความสะอาดและมีคุณค่าของสารอาหารที่มีประโยชน์และไม่เป็นพิษต่อร่างกายก็พอ แต่อย่างไรก็ตามปัญหาอยู่ที่ว่ามนุษย์ไม่ได้กินเพื่อให้มีชีวิตอยู่แต่เพียงเท่านั้น ยังต้องการมีชีวิตที่กินดีด้วยจึงมีความพยายามที่จะหาความสุขในระหว่างการกินอยู่เสมอ  เช่น มีการปรุงรสให้อร่อย มีการจัดเรียงตกแต่งให้สวยงาม น่ารับประทาน รวมทั้งมีการสรรหาของแปลกใหม่มาลองลิ้มชิมรสอีกด้วยจึงทำให้จุดมุ่งหมายของการกินแปรเปลี่ยนไปจาก กินเพื่ออยู่มาเป็นอยู่เพื่อกิน

นอกจากนี้เราก็พบว่าคนเรานั้นอาจจะต้องกินเพื่อตอบสนองความต้องการทางจิตวิทยาด้วย เพราะมีคนจำนวนไม่น้อยที่มักจะนำเอาสัญชาตญาณของการกินที่ธรรมชาติให้มานี้มาใช้เพื่อหาความสุขให้แก่ตนเอง  โดยคิดว่าเกิดมาชาตินี้ขอกินให้สะใจ   และสำหรับคนบางคนบางครั้งก็อาจจะใช้พฤติกรรมนี้เป็นกลไกการปรับตัวทางจิต คนประเภทนี้เมื่อเกิดความเครียดเมื่อใดก็จะกิน  กิน  และกิน อย่างไม่บันยะบันยัง กว่าจะรู้ตัวก็อาจจะต้องกลับมาเครียดเรื่องใหม่อีก เพราะได้พบว่าตัวเองกลายเป็นไหกระเทียมต่อขาไปเสียแล้วโดยไม่ทันตั้งตัว ต้องมาแก้ไขปรับปรุงร่างกายกันต่อไปอีก แล้วอ้ายเรื่องความอ้วนนี้นอกจากจะเผลอไม่ได้แล้ว มันยังมักจะอ้วนแล้วอ้วนเลย กว่าจะลดได้ทีละขีดเลือดตาแทบกระเด็น  

เนื่องจากนัยในการกินแบ่งออกเป็นสองแบบจึงมักจะมีคนตั้งคำถามว่า รู้ได้ไงว่าฉันอยู่เพื่อกิน ก็ขอตอบว่าพฤติกรรมของการอยู่เพื่อกินนั้นสังเกตได้ไม่ยาก เพราะคนที่ทำพฤติกรรมนี้จะมีให้เห็นมากกว่าคนที่กินเพื่ออยู่อยู่แล้ว อาจจะเป็นเพราะมีสิ่งแวดล้อมหลาย อย่างชักพาไปจนเกิดเป็นนิสัยเคยชินให้ทำพฤติกรรมอยู่เพื่อกินนี้ได้ง่าย เสียด้วย ตัวอย่างที่พอจะสังเกตเห็นได้ชัดเจนก็มักจะเกิดขึ้นในงานสังคมที่มีการจัดเลี้ยงอาหารนั่นไง ถ้าจะพิจารณาว่าแขกของคุณคนไหนมีพฤติกรรมการอยู่เพื่อกินก็ขอให้สังเกตการแสดงออกของการกินซึ่งจะปรากฏให้เห็นในรูปแบบต่าง กัน เช่น

1.. พวกกินแบบข้ามาคนเดียว คือ การกินแบบเนื้อ ไม่เหลือให้ใคร ดังนั้นพอได้ถืออาวุธตักอาหารละก็เป็นควานเอาแต่เนื้อ น้ำไม่เอา อาหารบางชนิด เช่น แกงจืด  หรือแกงเผ็ด ถ้าได้เจอมือควานอันดับหนึ่งแล้วละก็รับรอง แกงทั้งหม้อ จะเหลือก็แต่น้ำโจ๋งเจ๋งทีเดียว ทำให้คนมาทีหลังต้องกินแกงวิญญาณเนื้อไปตามระเบียบ ความจริงถ้าควานเอาแต่เนื้อแล้วกินหมด ก็คงจะไม่น่าเกลียดสักเท่าไหร่ แต่ในกรณีที่เอาแต่ของดี ไปแล้วแต่เหลือทิ้งคาถ้วยชาม ให้คนที่ไม่ได้กินนั่งมองนี่สิ น่าจับมาตีนัก      

2. พวกกินแบบไม่เกลี้ยงไม่เลิก คือ การกินแบบกลัวเหลือ ทั้ง ที่อิ่มแล้วแต่ก็ยังไม่ยอมหยุดกิน ด้วยเสียดายอาหารที่เหลือแม้ว่าคนที่เห็นแก่กินในกลุ่มนี้จะไม่เป็นพิษเป็นภัยแก่ผู้อื่น  เพราะอย่างไรเสียของก็ต้องเหลือทิ้งอยู่แล้วแต่ผลที่ตามมาสำหรับผู้ที่ตะกละแบบนี้ก็คือ ทำให้เจ้าตัวคนกินเกิดอาการอึดอัด อาหารอาจไม่ย่อย ทำให้เกิดท้องอืดเฟ้อ  บางคนถึงขั้นจุกตาตั้งก็มี   ที่นี้พอเกิดอาการต่าง ที่ทำให้ร่างกายต้องทุกข์ทรมานก็จะเริ่มคิดได้ว่า รู้อย่างนี้อิ่มเสียก็จะดีหรอก คนบางคนกินอิ่มมากจะนั่งจะนอนก็ไม่ได้ จนในที่สุดก็ถึงกับต้องไปล้วงคอให้อาเจียนออกมาเสียบ้าง เพื่อบรรเทาอาการแน่นท้อง แล้วอย่างนี้จะเรียกว่าได้หรือเสียกันแน่      

3. พวกกินแบบกลัวอาหารหมด คือ กินแบบรวดเร็วแทบจะไม่ต้องเคี้ยวเลยทีเดียวด้วยเกรงว่าจะกินไม่ทันเพื่อน และกลัวว่าเพื่อนจะแย่งกินหมดเสียก่อน คนประเภทนี้บางทีก็ไม่รอให้อาหารในจานหมดเสียก่อนแล้วคอยตักต่อไปหรือเอามาเติมใหม่แต่จะเลือกตักเอามาใส่จานจนดูน่าเกลียด  และถ้าเป็นของที่หยิบถือได้ก็มักจะหยิบมาจนเต็มสองมือเลยทีเดียว ถ้านึกภาพไม่ออกก็ลองนึกภาพคนที่ถือขนมไว้สองมือและคาบอีกก้อนหนึ่งไว้ด้วย  ถ้าเกิดเป็นไอศกรีมก็คงไหลเลอะเทอะ  ถ้าเคยเห็นภาพนี้ก็คงพอจะเข้าใจว่าคนนั้นเขากินเพื่ออยู่หรืออยู่เพื่อกินกันแน่      

4. พวกกินแบบตื้อ คือ การกินที่ยืดเยื้อ พยายามอยู่ที่งานเลี้ยงให้นาน คอยดูว่าจะมีอะไรออกมาให้กินได้อีก และมักจะสั่งให้เจ้าภาพจัดหาอาหารหรือเครื่องดื่มมาเติมอย่างเอาจริงเอาจัง พวกนี้จะกินยันเช้าก็ได้ บางครั้งเจ้าภาพอาจจะต้องหาเสื่อหาหมอนมาให้นอนกินกันเลยทีเดียว กว่างานเลี้ยงจะเลิกลากันได้เจ้าภาพคงเข็ดไปนานยิ่งถ้าเป็นการเลี้ยงแบบกันเองด้วยแล้วละก็สามวันสามคืน ไม่ยอมเลิก

5. พวกกินแบบโฮโซ คือ พวกที่ต้องกินพร้อมบรรยากาศ พวกนี้มักจะต้องกินอาหารคำบรรยากาศคำ ราคาบรรยากาศยิ่งแพงยิ่งกินอร่อย ฉิบหายไม่ว่าต้องการบรรยากาศ พวกนี้มักจะเป็นพวกเศรษฐีใหม่ หรือไม่ก็พวกเคยรวยมาก่อนแต่กลัวคนจะรู้ว่าเริ่มกลวงโบ๋ จึงต้องเต๊ะท่าวางมาดกันหน่อย ต้องกินร้านหรู บรรยากาศแพง ชื่ออาหารเรียกยาก พวกนี้อาจจะเป็นพวกเดียวกันกับพวกที่ต้องการกินอาหารที่แปลกใหม่  หายาก เช่น อุ้งตีนหมี สมองลิงหรือ อาหารประเภทสัตว์ป่าต้องห้าม เช่น เก้ง กวาง ชะมด กระต่าย งู  เป็นต้น      

ถ้าจะหันมามองในมุมของนักกินบ้างก็จะพบว่า คนเหล่านี้นอกจากจะทำให้ตัวเองต้องเหน็ดเหนื่อยกับการกินและต้องเสียเวลาในการแสวงหาของกินแล้วยังเป็นการนำโรคภัยไข้เจ็บมาสู่ตนเองโดยไม่รู้ตัวอีกด้วย  โรคต่าง ที่มักจะเข้ามาเป็นเพื่อนสนิทได้แก่ โรคกระเพาะ โรคลำไส้ และโรคที่เรียกว่า โรคของการกินดีอยู่ดี เช่น โรคเก๊า โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ โรคไขมันในเส้นเลือด โรคเหล่านี้ล้วนเป็นโรคที่เกิดจากการอยู่เพื่อกินทั้งสิ้น เหมือนของแถมที่ได้มาแบบโปรโมชั่นที่เป็นสิ่งที่คนไทยชอบมาก เพราะมันเหมือนซื้อยาสีฟันแถมกาละมัง ยังไงยังงั้น

 

ความจริงแล้วการกินมีความเกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมความเป็นอยู่ของคนด้วย จะเห็นได้ว่าคนที่เคยกินอาหารประเภทใด หรือชนิดใดก็มักจะพอใจและเลือกกินอาหารที่ตัวเคยกินอยู่อย่างนั้น  และการกินอาหารนั้นเมื่อกินจนเคยชินก็จะเกิดเป็นนิสัยของการกินอย่างสืบเนื่องและชัดเจน การกินอาหารของคนต่างวัฒนธรรมกันจะแตกต่างกันทั้งในด้านพฤติกรรมการกินและการปรุงอาหารเพื่อกิน เช่น คนเอเชียนั้นจะกินข้าวจ้าวหุงเป็นเม็ดเป็นอาหารหลัก  ส่วนคนอเมริกันหรือคนแถบยุโรปจะกินขนมปังปอนด์ที่ทำจากข้าวสาลีเป็นอาหารหลัก เป็นต้น ดังจะสังเกตเห็นว่าคนไทยไปเที่ยวที่ประเทศไหนก็จะร้อง กินข้าว กินข้าว ไม่ค่อยยอมที่จะกินอาหารของประเทศอื่น เลย ทั้ง ที่ตอนอยู่เมืองไทยมักจะดัดจริตชอบเข้าไปกินอาหารต่างประเทศของฝรั่งมังค่าอยู่เสมอ และการกินยังเป็นพฤติกรรมหนึ่งที่สามารถบ่งบอกพื้นฐานของวัฒนธรรมแล้วยังสามารถแสดงวิวัฒนาการความเจริญของยุคสมัยได้ด้วย แต่ไม่ว่ามนุษย์จะสรรหาวิธีการกิน ประดิษฐ์ภาชนะเพื่อมาใส่อาหาร สร้างเครื่องมือเพื่อจัดการกับวัสดุที่นำมาใช้ปรุงอาหารให้มีความแปลกใหม่เพื่อความสุขสนุกกับการกินอย่างไม่หยุดยั้ง ก็น่าที่จะหันมาพิจารณาการกินเพื่ออยู่บ้างเพื่อลดความเหน็ดเหนื่อยที่จะมัวยุ่งอยู่แต่เรื่องกินเท่านั้น เพื่อจะได้มีโอกาสการทำประโยชน์ในเรื่องอื่น ได้บ้าง

ในเขิงจิตวิทยาแล้ว การกินยังเป็นตัวบ่งชี้กระบวนการของการอบรมเลี้ยงดูได้อีกด้วย คนที่กินมูมมาม ตะกละ ตะกราม กินพร่ำเพรื่อ กินเลียงดัง จั๊บ คล้ายหมู หรือมีเสียงช้อนกระทบฟัน รวมทั้งมารยาทที่ทรามในการกินร่วมกับผู้อื่น สิ่งเหล่านี้นอกจากจะเป็นตัวบ่งบอกภูมหลังของการอบรมสั่งสอนเรื่องมารยาทการกินในวัยเด็กแล้ว ยังสามารถบ่งบอกถึงความขาดหรือความเกินของการได้รับความสุขในการกินในวัยเด็กได้อีกด้วย นักจิตวิทยากล่าวว่าเด็กที่เมื่อหิวแต่ไม่ได้รับการตอบสนองอาหารที่ดีอย่างเพียงพอ หรือเมื่ออิ่มแล้วก็ยังถูกยัดเยียดให้กินด้วยซึ่งอาจเป็นความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของผู้เลี้ยงดูก็อาจจะมีพฤติกรรมที่เป็นปัญหาในเรื่องการกินได้เสมอ      

แม้ว่าการกินจะเป็นสัญชาตญาณที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด และจะคงอยู่กับมนุษย์ไปจนวันตายตราบใดที่ยังมีชีวิตอยู่มนุษย์ก็จะต้องทำพฤติกรรมการกินไปเรื่อย แต่อย่างไรก็ตามการกินคนเดียวก็มักจะไม่สนุกเท่ากับกินกันหลาย คน จึงเป็นพฤติกรรมที่มนุษย์ใช้เป็นเครื่องมือในการสร้างความสัมพันธ์ทางสังคมด้วย ดังนั้นถ้าอยากจะใช้การกินเพื่อหาเพื่อนและถ้าอยากที่จะมีเพื่อนมาร่วมวงกินละก็จงพยายามหลีกเลี่ยงพฤติกรรมของการอยู่เพื่อกินให้ดี  เพราะเพื่อนคงจะเบือนหน้าหนีและเกิดการเอือมระอา จงอย่าให้ความอยากอยู่เพื่อกินมาเกาะติดกับตัวเราจนทำให้เราขาดเพื่อนกินไป สมัยนี้เพื่อนกินก็หายากเหมือนกันนะจะบอกให้ 

 

© Copyright 2006. All rights reserved. Contact: supattapin@yahoo.com